พรุ่งนี้ของจอมทัพ

เชส ฟาเบรกาส พึ่งโชว์ฟอร์มขั้นเพอร์เฟกต์นัดเฉือน ซันเดอร์แลนด์ 1-0 ทั้งการยิงประตูชัย และก็การเป็นจอมทัพในแดนกึ่งกลาง
ต้นแบบการเล่นดูแล้วเพลินตา เนียนทุกกระบวนท่า ทำให้มีปริศนาตามมาว่า ฟาเบรกาส ควรจะเป็นตัวจริงหรือยัง?
ว่ากันถึงคุณภาพ ฟาเบรกาส ไม่สมควรควรจะเป็นสำรองอยู่แล้ว มีความเป็นเพลย์เมกเกอร์เต็มเปี่ยม เพียงสไตล์การเล่นดูไม่เข้าแท็กติก อันโตนิโอ คอนเต้ โดยเฉพาะประเด็นการช่วยเกมรับ
ตอนที่เล่นแท็กติก 4-1-4-1 คอนเต้ วางบทบาทมิดฟิลด์ตัวรับมีหน้าที่วิ่งตัดเกม (เอ็นโกโล่ ก็องเต้) ส่วนอีก 2 คน เป็นแถวครบเครื่อง รุกดี ยอมรับได้ วิ่งไม่หมด หรือที่เรียกกันเคยชินว่ากองกลางสไตล์ "บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์" (ออสการ์ และก็ เนมานย่า มาติเตียนช)
ฟาเบรกาส มิได้เป็นทั้งนักเตะที่เกมรับดี และไม่ได้วิ่งอัดเต็มสตรีม ทำให้ไม่มีตำแหน่งในแท็กติกนี้ อีกทั้งเมื่อกลุ่มแปลงมาใช้ 3-4-3 ยิ่งไปกันใหญ่
ตอนที่เล่น 4-1-4-1 อย่างห่วยคือได้ลงเป็นตัวสำรองคนแรก แม้กระนั้นเมื่อแปลงแผน คอนเต้ มักให้โอกาส เนธาเนียล ชาโลบาห์ มากยิ่งกว่าด้วย เนื่องจากว่าเล่นเกมยอมรับได้ ช่วงท้ายเกมเหมาะสมเอาลงมาช่วยอัดแผงมิดฟิลด์
ฟาเบรกาส จะได้ลงก็เมื่อมีผู้บาดเจ็บ หรือกลุ่มเริ่มสร้างโอกาสทำประตูมิได้ จำเป็นต้องแปลงเอามิดฟิลด์ที่มีหัวเรื่องเกมบุกลงมาผ่านบอลสร้างโอกาส
ไม่ว่า ฟาเบรกาส จะโชว์ฟอร์มดีขนาดไหน เป็นต้นว่าลงมาแอสซิสต์ให้ ดีเอโก้ คอสต้า นัดพบ วัตฟอร์ด กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้กระนั้นเมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นแบบเดิม ปลอดคนเจ็บ ปลอดคนเจ็บป่วย ฟาเบรกาส มักจำเป็นต้องกลับไปเริ่มที่ผู้เล่นสำรองทุกครั้ง
แต่ สิ่งที่น่าดึงดูดคือนัดพบ ซันเดอร์แลนด์ ถือเป็นหนแรกที่ ฟาเบรกาส ได้ลงไปในสนามโดยไม่ต้องคอยให้มีคนใดกันแน่เจ็บหรือฟอร์มตก เป็นแมตช์ที่สัมผัสได้ว่า คอนเต้ เชื่อถือในฝีเท้าจอมทัพชาวสแปนิช
ผมเห็นว่า คอนเต้ น่าจะอ่านต้นแบบการเล่น ซันเดอร์แลนด์ มาแบบหมดเปลือก กลุ่มแมวดำมิได้เน้นเกมเพรสซิ่งเท่าใด เห็นได้จากสถิติการวิ่งที่อยู่ชั้น 16 ของลีก รวมถึงในระยะหลัง เชลซี เริ่มมีปัญหาเวลาเจอกลุ่มที่เน้นเกมรับ จำเป็นต้องเพิ่มมิดฟิลด์ประดิษฐ์เกม ด้วยเหตุนี้ ฟาเบรกาส ดูเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเวลาเจอกลุ่มที่ เชลซี จำเป็นต้องบุกแบบวันเวย์
สถิติไม่เคยโกหกคนใดกันแน่ นัดไหนที่ เชลซี ได้เปรียบหลายเท่า และก็จำเป็นต้องครองบอลนวดคู่ต่อสู้ ฟาเบรกาส มักเล่นได้น่าพึงพอใจเสมอ โดยเฉพาะนัดที่พบ ซันเดอร์แลนด์ เรียกได้เต็มปากว่าขั้นเทพ ผ่านบอลมากสุดในเกมที่ 117 ครั้ง แถมเข้าเป้าถึง 85.5 เปอร์เซ็นต์
มากไปกว่านั้น ฟาเบรกาส มิได้ผ่านบอลกระจอกทั่วๆไป เนื่องจากว่าเป็นการผ่านบอลขึ้นหน้า 79 ครั้ง (มากสุดในเกม) และก็ผ่านบอลเพื่อสร้างโอกาสทำประตู 5 ครั้ง (มากสุดในเกม)
ฟาเบรกาส เป็นราวกับศูนย์กลางของกลุ่ม นอกจากจะผ่านบอลมากสุดแล้ว ยังเป็นนักเตะที่เพื่อนร่วมกลุ่มผ่านบอลให้มากสุดด้วยที่ 108 ครั้ง ไม่มีคำจำกัดความใดที่ดีไปกว่าคำว่า "โคตรเพลย์เมกเกอร์"
ลองมาดูสถิติเกมอื่นดูบ้าง นัดที่พบ เวสต์บรอมวิช ได้เล่นเนื่องจากว่ากลุ่มต้องการเกมบุกเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าอยู่ในสนามเพียงแค่ 16 นาที ผ่านบอลไป 21 ครั้งFun88โดยไม่มีการผ่านคืนหลังแม้กระทั้งคราวเดียว ส่วนช่วงต้นฤดูกาลที่พบ วัตฟอร์ด ลงเล่น 12 นาที ผ่านบอลล่อไป 20 ครั้ง
อย่างไรก็ดี ของแบบงี้ถ้าหากจะเทียบสถิติ จำเป็นต้องเอาแบบเป็นกลาง เลยเอาเกมที่ เชลซี มิได้เน้นเกมบุกดูบ้าง

เห็นได้ชัดสุดคือตอนพบ แมนฯ ซิตี้ เล่นครบ 90 นาที แม้กระนั้นผ่านบอลทั้งเกมเพียงแค่ 50 ครั้ง ซึ่งต้นเหตุไม่ใช่เรื่องอื่นไกล ผู้ร่วมทีมของ โจเซป กวาร์ดิโอล่า เน้นเพรสซิ่งหนัก เป็นกลุ่มที่วิ่งมากสุดชั้น 2 ซีซั่นนี้
แมตช์ที่พบ อาร์เซน่อล เช่นเดียวกัน เล่นไป 55 นาที ผ่านบอล 40 ครั้ง แถมช่วยเกมยอมรับได้น้อยมาก สถิติออกมาว่า 1 แท็กเกิล 1 อินเตอร์เซปต์
พิจารณาจากเบื้องต้น ดูท่า ฟาเบรกาส อาจมีบทบาทมากสุดคือนักเตะพลิกเกม เนื่องจากว่าในเมื่อยังช่วยเกมยอมรับได้น้อย คงเป็นได้ยากที่จะแทรก ก็องเต้ และก็ มาติเตียนช ที่เล่นได้ดุเดือด ครบเครื่อง แถมกรณีของ มาติเตียนช ยังผ่านบอลดีแตกต่างจากปกติด้วย ฤดูกาลนี้แอสซิสต์ไป 6 ครั้ง
แต่ ใช่ว่า ฟาเบรกาส จะไม่มีโอกาสแย่งตัวจริง แม้ดูจากเหตุการณ์ของ เชลซี ที่ฟอร์มดีชนะ 10 นัดรวด
เชลซี ณ เวลานี้คือกลุ่มที่อยู่ในสภาพเดียวกับ แมนฯ ซิตี้ และก็ ลิเวอร์พูล ที่แม้เจอกลุ่มอ่อนชั้นกว่า มักเจอเหตุการณ์รถบัส จำเป็นต้องให้ความเอาใจใส่เรื่องหาทางเจาะกำแพงเหล็กเป็นพิเศษ
3-4-3 คือแผนการเล่นที่ดีเกินคาด และไม่ประหลาดใจที่หลายทีมบากบั่นหาทางยั้ง บ้างก็ใช้เพชรตัดเพชร เอาแท็กติกเดียวกนมาสู้ ไม่ก็เน้นเกมรับสุดกู่ไปเลย
วิเคราะห์จากโปรแกรมอีกยาวไกล 22 นัด เชลซี เหลือโปรแกรมที่เข้าขั้นเกมหนักราว 7 นัด ส่วนที่เหลือแล้ว 15 นัด มีความเป็นไปได้ว่า ฟาเบรกาส อาจได้รับโอกาสลงมาบัญชาการเกมราวกับแมตช์พบ ซันเดอร์แลนด์
ไม่ว่ายังไง ฟาเบรกาส ยังมีประโยชน์ต่อกลุ่ม รวมถึงเจ้าตัวยังมั่นใจเรื่องบทบาทตนเองด้วย หลังให้สัมภาษณ์ว่าต้องการอยู่กลุ่มต่อไป และก็เริ่มเคยชินแท็กติก 3-4-3 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (เล่นตัวจริงไปแล้ว 2 นัด)
จุดนี้จำเป็นต้องชื่นชอบความเป็นมืออาชีพของ ฟาเบรกาส แม้จะโดนดร็อปเป็นสำรอง แม้กระนั้นหลายคราวที่ได้รับโอกาสมักทำได้ดี แถมบทสัมภาษณ์ดูเป็นผู้แสดงนำชายตลอด ไม่เคยติเตียนกลุ่ม ไม่เคยกล่าวถึงคอนเต้
ฟาเบรกาส มีสิทธิ์ที่จะย้ายกลุ่มตั้งแต่ตอนซัมเมอร์ หลังจากกลุ่มมิได้โควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้กระนั้นในที่สุดเลือกอยู่กับกลุ่มต่อไป หัวข้อนี้น่าจะเพียงพอยืนยันได้ว่าจอมทัพสแปนิชคงไม่ยอมแพ้ง่ายเกินเหตุ
ใจความสำคัญที่น่าดึงดูดตามมาคือเมื่อเจอกลุ่มที่เน้นเกมรับ คอนเต้ จะเลือกคู่มิดฟิลด์ตัวจริงเป็นคนใดกันแน่?
นัดล่าสุดใช้ ก็องเต้ เพื่อผลดีประเด็นการวิ่งไล่บอล เบรกเกมคู่ต่อสู้ก่อนหลุดไปถึง 3 เซนเตอร์ฮาล์ฟ อีกทั้งยังทำผลงานได้เพอร์เฟกต์ สกัดบอลเสร็จ 5 ครั้ง และก็ตัดบอลได้ 2 ครั้ง
มาติเตียนช เองก็เล่นได้ดิบได้ดี นอกจากแอสซิสต์ 6 ครั้ง และก็เกมรับที่เด่นโดยธรรมชาติ มาติเตียนช ยังมีรูปร่างสูงใหญ่ ช่วยลูกกลางอากาศได้ ซึ่งแม้กลุ่มเลือกใช้ตัวจริงเป็น ก็องเต้ ที่สูง 169 ซม. และก็ ฟาเบรกาส 175 ซม. อาจพบเจอปัญหาเวลาคู่ต่อสู้เน้นบอลโยน หรือเข้าเกมหนัก
ในทางตรงกันข้าม แม้เปลี่ยนเป็น มาติเตียนช ที่เป็นตัวจริงคู่ ฟาเบรกาส ราวกับตอนได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 ปีกลาย แดนกึ่งกลาง เชลซี จะมีแม้กระนั้นมิดฟิลด์ที่ยืดยาด ง่ายต่อการโดนสวนกลับเมื่อเล่น 3-4-3
ยิ่งคิดยิ่งปวดศรีษะ คอนเต้ เองก็คงคิดหนักเช่นเดียวกัน หรือแม้ยอมเสี่ยงด้วยการเปลี่ยนมาเล่น 3-5-2 เพื่อเพิ่มตำแหน่งมิดฟิลด์ อาจทำให้เกมขอบเส้นดร็อปลงด้วย